4 แนวทางเสริมสร้าง Brand Awarness

ทำไมเวลาไปร้านอาหารเราถึงสั่งน้ำอัดลมว่า ‘โค้ก’ และถึงแม้ว่าจะได้น้ำอัดลมสีดำยี่ห้ออะไรมามันก็ยังเป็น ‘โค้ก’ ของใครหลายๆคนอยู่ดี หรือแม้แต่เวลาจะไปช็อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้า ถ้ามีรายการที่ชื่อ ‘ซันไลต์’ แม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้แบรนด์ซันไลต์จริงๆ เราก็ยังเรียกน้ำยาล้างจานว่า ‘ซันไลต์’ อีกอยู่ดี

หรือแม้แต่แบรนด์อาหารอย่าง ‘มาม่า’ ก็ล้วนเหมารวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกชนิดเลย

คำศัพท์ที่เป็นที่รู้จักพวกนี้นับเป็นคำนามที่มีกรรมสิทธิ์หรือที่เรียกกันว่า เครื่องหมายการค้า (Trademark) แบรนด์เหล่านี้มีชื่อเสียงจนได้รับการเรียกแทนคำศัพท์ทั่วไปของสินค้าที่เป็นชนิดเดียวกันแต่คนละแบรนด์ 

แต่การจดจำแบรนด์ระดับเทพ (Epic Brand Recognition) พวกนี้ไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินมหาศาลหรือใช้ป้ายบิลบอร์ดอันมโหฬาร หรือแม้แต่การทำโฆษณาราคาแพงบนรายการทีวี ก็สามารถทำให้คนตระหนักรู้ถึงแบรนด์ของเราได้ 

สิ่งที่เราต้องมีก็คือความคิดสร้างสรรค์ในการกำหนดกลยุทธ์เพื่อการตระหนักรู้ของแบรนด์ (Brand Awareness Strategy) ต่างหาก ทีนี้มาดูกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยยกระดับการตระหนักรู้ของแบรนด์ (Brand Awareness) และทำให้แบรนด์เกิดการจดจำสินค้า (Brand Recognition) ด้วย 4 เทคนิคที่นำมาฝากเพื่อให้แบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักและเป็นที่จดจำมากขึ้น ดังนี้

1. สร้างอินโฟกราฟิกคูลๆ

รู้หรือไม่ : “สมองของคนเราสามารถประมวลผลรูปภาพได้เร็วกว่าข้อความถึง 60,000 เท่า”

แน่นอนว่าการเลือกชมภาพสวยๆย่อมสนุกกว่าการอ่านข้อความเยอะๆแน่นๆ นอกจากนั้นสีสามารถปรับสภาวะทางอารมณ์ของเราได้อีกด้วย นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้อินโฟกราฟิกเป็นเทคนิคเกี่ยวกับแบรนด์ดิ้งที่มีประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในการโน้มน้าวและสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ชมได้เป็นอย่างดี

อินโฟกราฟิก เป็นการใช้คอนเทนต์มาทำมาร์เก็ตติ้งอย่างเป็นชั้นเชิง เป็นวิธีที่ดีและทรงพลังในการโชว์ข้อมูลหรือสถิติที่น่าสนใจให้แก่ผู้ชม และผู้ชมก็มักจะหลีกเลี่ยงการอ่านอะไรที่เทอะทะ ข้อความมากเกินไป โดยที่ไร้เงาของรูปภาพเลยสักนิด

ตัวอย่างกรณีศึกษา : KISSmetics เป็นแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ที่สามารถกำหนดข้อมูลลักษณะผู้เข้าชม ได้ใช้อินโฟกราฟิกในการเพิ่มการมองเห็นของแบรนด์ ซึ่งภายใน 2 ปี แบรนด์สามารถสร้าง 47 อินโฟกราฟิก และทำให้มีผู้เข้าชมมาถึง 2.5 ล้านคน

2. การแนะนำ หรือ รีเฟอร์ (Referral Programs)

รู้หรือไม่ : “92% ของผู้บริโภคจะเชื่อการแนะนำจากคนที่รู้จัก” – Nielsen.

ลูกค้าย่อมยินดีที่จะบอกกล่าวเล่าต่อเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ โดยเฉพาะเมื่อเขาได้รับผลประโยชน์เพิ่มเติมจากเรา เมื่อมีโปรแกรมการแนะนำ ลูกค้าก็จะเป็นส่วนช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าอื่นๆซึ่งอาจจะมากกว่าการโฆษณาของเราด้วยซ้ำ เพราะในท้ายที่สุดแล้วเราเองก็คงเชื่อการแนะนำจากเพื่อนหรือคนใกล้ตัวอยู่ดี ดังนั้นลองเอาสิ่งนี้มาปรับใช้กับการตลาดของแบรนด์ได้นะ

ตัวอย่างกรณีศึกษา : Dropbox เว็บแอพลิเคชั่นที่ให้บริการฝากข้อมูลแบบออนไลน์ ใช้โปรแกรมการแนะนำง่ายๆให้คนแนะนำเพื่อนมาใช้ และได้ให้สิ่งตอบแทนแก่คนแนะนำเป็นพื้นที่จัดเก็บบนเว็บไซต์เพิ่มขึ้น สูงสุดถึง 16 GB ซึ่งทำให้มีผู้ลงทะเบียนสมาชิกเว็บไซต์เพิ่มขึ้นถึง 60%

3. กลยุทธ์แจกฟรี ใช้ได้เสมอ

จะมีใครบ้างที่ไม่ชอบของฟรี? ลองเอาสินค้าที่มีของคุณมาแจกให้ฟรีสิ แต่การที่แบรนด์จะให้อะไรฟรีนั้น ก็ต้องตอบตัวเองได้ด้วยนะว่าการที่เราให้สินค้าไปนั้นเราจะได้อะไรกลับมาบ้าง อาจจะเสนอรางวัลง่ายๆไม่ต้องลุ้นเยอะแต่ก็ยังคงมีคุณค่าของการแจกอยู่ เช่น การให้สินค้าฟรีหรือรางวัลสำหรับลูกค้าที่มียอดการซื้อสูงสุด (Top Spender) เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับบริเภทของธุรกิจด้วย ท้ายที่สุดแล้วการเสนอของฟรีอาจจะเป็นการเพิ่มความตระหนักรู้ของแบรนด์ได้ดีที่สุดแต่ก็ต้องมอบประสบการณ์ที่ดีจากแบรนด์ให้แก่ลูกค้าอีกด้วย ดังนั้นจึงต้องเลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจนั้นๆ

ตัวอย่างกรณีศึกษา : Uber เคยให้ลูกค้าใช้บริการฟรีเพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ อีกทั้งยังมอบส่วนลดให้แก่ผู้ใช้ปัจจุบันเพื่อเป็นการรักษาและมอบทางเลือกให้ลูกค้าอีกด้วย

4. สร้างบุคลิกภาพของแบรนด์

ควรสร้างบุคลิกภาพของแบรนด์เพื่อให้ลูกค้าได้มีประสบการณ์ร่วม เพราะนั่นเป็นโอกาสที่ดีของการใช้แคมเปญการตลาดแบบดั้งเดิมมาผนวกกับแคมเปญการสร้างความตระหนักรู้ของแบรนด์ต่อลูกค้าด้วย การทำให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในลักษณะที่ดูเป็นมนุษย์ (ไม่ใช่คอมพิวเตอร์) ลองพยายามสร้างชุมชนที่ทำให้ลูกค้าสามารถสื่อสารถึงกันและกันได้ และเป็นการให้ลูกค้าเรียนรู้จากประสบการณ์และการมีปฏิสัมพันธ์จากความสนใจส่วนตัวได้

ตัวอย่างกรณีศึกษา : เยลป์ Yelp คือ ศูนย์รวมข้อมูล”รีวิว”สถานที่ท่องเที่ยวโดยคนที่ไปเที่ยวที่ๆหนึ่งมาก่อน เยลป์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการรีวิวโดยเพิ่มองค์ประกอบความเป็นมนุษย์มากขึ้นด้วยการให้ผู้รีวิวสร้างโปรไฟล์ของตัวเองเพื่อเป็นเบื้องหลังและสร้างความน่าเชื่อถือของแต่ละรีวิว นอกจากนั้นยังทำให้ผู้รีวิวรู้สึกมีตัวตนและส่วนร่วมต่อชุมชนการรีวิวนี้ ทำให้ Yelp มีการรีวิวมากถึง 142 ล้านรีวิวเลยทีเดียว

สุดท้าย ข้อควรระวังเกี่ยวกับ Brand Awareness หรือ การตระหนักรู้ของแบรนด์ ก็คือ Brand Awareness ไม่ได้โฟกัสที่การโฆษณาตัวเอง มันเป็นการโฟกัสไปที่ความต้องการและปัญหาของลูกค้าพบเจอและต้องการแก้ไข (Pain point) อย่าลืมว่าการโฆษณาโปรโมตตัวเองหรือทำคอนเทนต์ที่ไม่น่าสนใจจะส่งผลเสียต่อแบรนด์แน่นอน ยกตัวอย่าง Buzzstream ที่ 45% ของลูกค้าเลือกที่จะเลิกติดตาม (Unfollow) แบรนด์บนโซเชียลมีเดียถ้าแบรนด์นั้นมีการโฆษณาตัวเองมากจนเกินไป

__________________